ทำไมคุณควรทำประกัน



http://www.dailynews.co.th/article/55/21037

สิ่งที่จะพูดในวันนี้ไม่ได้เป็นการเชียร์บริษัทขายประกันชีวิต
แต่ที่พูดถึงการประกันชีวิตในมิติของประกันความเสี่ยงและยังเป็นการออมอีกประเภทหนึ่งด้วย
การที่พูดว่าเป็นการประกันความเสี่ยงนั้นเนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงคนเราจะรู้วันเกิดของตนเอง แต่ไม่รู้วันตาย ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่คาดฝัน โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัวก็ตามซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
การมีประกันชีวิตก็จะยังเป็นหลักประกันสำหรับให้การคุ้มครองตนเองและครอบครัวจากการสูญเสียรายได้หรือทรัพย์สิน การมีประกันไม่ว่าจะเป็นการประกันชีวิตหรือการประกันอุบัติภัยต่าง ๆ เป็นการวางแผนทางการเงินที่จะช่วยความแน่นอนและความมั่นคงของชีวิตได้

หลาย ๆ คนอาจจะคิดหนักในการทำประกัน
เพราะไม่แน่ใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับ จึงต้องพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการตัดสินใจ
ซึ่งข้อดีลำดับต้นก็คือ เป็นการหลักประกันให้กับตนเองและครอบครัวเพราะเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินก้อนหนึ่งตามที่ระบุไว้ในสัญญาให้แก่ผู้ได้รับผลประโยชน์ หรือในกรณีที่ผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญาก็เท่ากับมีเงินสะสมจำนวนหนึ่งไว้ใช้จ่ายในยามชราซึ่งเราสามารถเลือกรูปแบบการประกันได้

นอกจากนั้นแล้วการทำประกันยังมีประโยชน์ทางภาษีด้วย เพราะสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีอายุสัญญาเกินกว่า 10 ปีขึ้นไปสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาได้ตามจ่ายจริงแต่ในอัตราไม่เกินปีละ 100,000 บาท โดยนำใบเสร็จเบี้ยประกันภัยไปประกอบการชำระภาษีต่อกรมสรรพากร

จำนวนเงินที่เหมาะสมในการทำประกันชีวิตนั้น
ประการแรกสุดคือไม่ว่าจะเลือกประกันแบบใดก็ตาม ควรทำประกันในวงเงินที่จะไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ไม่เกินตัว เช่นอาจจะเริ่มต้นทำประกันชีวิตในวงเงินที่ไม่เกิน 10% ของรายได้ เช่นมีรายได้ปีละ 180,000 (15,000 บาทต่อเดือน) ก็จะเลือกทำประกันที่จ่ายเบี้ยประกันประมาณ 18,000 บาทต่อปี เป็นต้น

รูปแบบของประกันชีวิตจะมีอยู่ 5 แบบ ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปของแต่ละบริษัทดังนี้

ประกันชีวิตแบบช่วงระยะเวลา (Term Life Insurance)
เป็นกรมธรรม์ที่มีอายุจำกัด บริษัทจะจ่ายเงินสินไหมให้ผู้รับผลประโยชน์ หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ แต่ไม่มีเงินคืนเมื่อครบอายุกรมธรรม์ ตัวอย่างการเลือกประกันประเภทนี้ เช่น เพื่อการประกันความเสี่ยงในการผ่อนบ้าน ถึงแม้ว่าผู้ที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวเกิดเสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ จะได้เงินประกันสำหรับชำระค่าผ่อนต่อโดยไม่มีภาระทางการเงิน หรือการประกันการเดินทางเป็นต้น

ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ (Endowment life Insurance)
เป็นกรมธรรม์ที่มีอายุจำกัด บริษัทจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับผู้รับผลประโยชน์เมื่อเสียชีวิต แต่หากมีชีวิตครบอายุกรมธรรม์ก็จะมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับผู้เอาประกัน ประกันชีวิตแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทั้งความคุ้มครองและการออมทรัพย์ หรือต้องการสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคต เพราะเมื่อครบสัญญาผู้เอาประกันจะได้รับเงินตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
เป็นการรับประกันชีวิตตลอดอายุผู้เอาประกัน ทั้งนี้บริษัทประกันจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตในระหว่างสัญญา หรือมีชีวิตยืนยาวจนถึง 90 หรือ 99 ปีตามแต่บริษัทจะกำหนด

ประกันชีวิตแบบกรมธรรม์บำนาญ (Annuity)
คล้ายกับแบบออมทรัพย์ โดยบริษัทประกันชีวิตจะเก็บเบี้ยประกันจนถึงอายุระดับหนึ่งแล้วทยอยจ่ายคืนเงินให้กับผู้เอาประกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มจ่ายหลังจากผู้เอาประกันเกษียณอายุ

ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)
เป็นการทำประกันชีวิตโดยได้ความคุ้มครองค่าความสามารถและในขณะเดียวกันก็ไม่เสียโอกาสในการลงทุนในกองทุนรวมที่ทางบริษัทประกันคัดสรรมาให้ผู้เอาประกันได้เลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันรับได้ โดยตัวแทนขายแบบประกันนี้จะต้องมีใบอนุญาต Single Licenseจาก ก.ล.ต.ด้วย.